รู้จัก Snowflake คืออะไร คู่มือ Cloud Data สำหรับนักการตลาด

Snowflake คืออะไร?

snowflake คืออะไร

8 กรกฎาคม, 2024

สโนเฟคความหมาย คือเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลบน Cloud System ซึ่งมีความสามารถในการปรับขนาด ความยืดหยุ่น และใช้งานง่าย ความสามารถในการรวมแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและรองรับรูปแบบข้อมูลที่หลากหลาย ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่อย่างเต็มที่

แม้ว่า Snowflake แปลว่าเกล็ดหิมะ แต่แท้จริง Snowflake คือแพลตฟอร์มข้อมูลบนคลาวด์ ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดเก็บ ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลขององค์กรต่างๆ โดยสิ้นเชิง Snowflake ถูกออกแบบมาเพื่อคลาวด์โดยเฉพาะ (Cloud-Native) ทำให้มีข้อได้เปรียบหลายประการ เช่น ความสามารถในการปรับขนาด (Scalability) ความยืดหยุ่น (Flexibility) และความคุ้มค่า (Cost-Efficiency)

คุณสมบัติที่สำคัญของ Snowflake คือความสามารถในการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เข้ามาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งช่วยลดปัญหา Data Silos และช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลและการแบ่งปันข้อมูลทั่วทั้งองค์กรเป็นไปอย่างครอบคลุม

นอกจากนี้ Snowflake ยังใช้งานง่ายอีกด้วย แพลตฟอร์มมีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและรองรับ SQL มาตรฐาน ทำให้ผู้ใช้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคในระดับต่างๆ เข้าถึงได้


สารบัญ hide

ข้อดี-ข้อจำกัดของใช้งาน Snowflake

Snowflake ก็เหมือนกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน การทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักการตลาดและแบรนด์ต่างๆ ตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดว่า Snowflake เหมาะสมกับความต้องการด้านข้อมูลของพวกเขาหรือไม่

ข้อดี

  1. Scalability: โครงสร้างของ Snowflakes สามารถปรับขนาดพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ที่ประสบกับการเข้าชมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเทศกาล สามารถเพิ่มพื้นที่เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องทำ Manual เพิ่มเพื่อให้ความมั่นใจว่าการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น
  2. Performance: การแยกพื้นที่จัดเก็บและส่วนของการประมวลผลของ Snowflake ช่วยให้มั่นใจได้ว่าการทำงานจะมีประสิทธิภาพสูงสำหรับข้อมูลที่ซับซ้อนและชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ทีมการตลาดสามารถทำการวิเคราะห์การแบ่งกลุ่มลูกค้าโดยละเอียดได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะมีชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ก็สามารถกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างทันทีและมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
  3. Star vs Snowflake schema: Star vs Snowflake schema คือโลกของ Data Warehouse “Star Schema” จะมี Fact Table อยู่ตรงกลางเชื่อมโยงกับ Dimension Table ที่ไม่ได้ถูกทำให้เป็นรูปแบบปกติ เพื่อความเรียบง่ายและประสิทธิภาพในการทำงาน ในขณะที่ “Snowflake Schema” จะทำ Dimension Table ให้เป็นรูปแบบปกติและเชื่อมโยงกันเป็นตารางที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและปรับปรุงความสมบูรณ์ของข้อมูล ซึ่ง Snowflake นั้นรองรับทั้งสองแบบ ทำให้มีความยืดหยุ่นสำหรับ Data Model ที่ซับซ้อน

ข้อจำกัด

  1. Cost: แม้ว่าโมเดลการจ่ายตามการใช้งาน (Pay-as-you-go) ของ Snowflake จะมีความคุ้มค่า แต่สำหรับองค์กรที่มีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายก็อาจเพิ่มขึ้นได้ สตาร์ทอัพที่มีทรัพยากรจำกัดอาจพบว่าการจัดการค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องที่ท้าทายเมื่อความต้องการข้อมูลของพวกเขาเติบโตขึ้น
  2. Learning Curve: การเปลี่ยนจากคลังข้อมูลแบบเดิมไปใช้ Snowflake อาจเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผู้ใช้บางคน เนื่องจากความแตกต่างในด้านสถาปัตยกรรมและฟังก์ชันการทำงาน บริษัทต่างๆ อาจจำเป็นต้องลงทุนในการฝึกอบรมเพื่อให้แน่ใจว่าทีมงานสามารถใช้แพลตฟอร์มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์: Snowflake อาศัยผู้ให้บริการคลาวด์ เช่น AWS, Azure และ Google Cloud ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับธุรกิจที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับที่ตั้งข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง องค์กรที่ดำเนินงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดอาจประสบปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนด ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลของพวกเขาถูกจัดเก็บไว้ที่ใด

 

shape
shape
shape

ลูกค้าติดโปร ไม่มีโปรก็ไม่ซื้อ? แก้ยังไงก็ไม่หาย

Rocket Loyalty Cloud ระบบสมาชิกที่พร้อมตอบโจทย์นักการตลาดแบบไม่จำกัดกรอบความคิด ช่วยให้ลูกค้าไม่ติดโปรและ Engage กับแบรนด์ได้แม้จะยังไม่ซื้อ!


โครงสร้างการเก็บข้อมูลของ Snowflake

โครงสร้างการเก็บข้อมูลของ Snowflake ได้รับการออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพในการปรับขนาด และประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ชั้นหลัก ได้แก่ Database Storage, Query Processing และ Cloud Services การทำความเข้าใจชั้นเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์จาก Snowflake ได้อย่างเต็มที่

snowflake schema คือ

Database Storage Layer – ชั้นเก็บข้อมูล

Database Storage คือที่เก็บข้อมูลทั้งหมด Snowflake ใช้รูปแบบการจัดเก็บแบบ Columnar เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบีบอัดข้อมูลและการค้นหาข้อมูล Database Storage สามารถจัดการข้อมูลที่มีโครงสร้างและกึ่งโครงสร้าง เช่น JSON, Avro และ Parquet ได้อย่างราบรื่น โดยผสานรวมเข้ากับฐานข้อมูล

ตัวอย่างเช่น ทีมการตลาดอาจเก็บประวัติการซื้อของลูกค้า (ข้อมูลที่มีโครงสร้าง) พร้อมกับการโต้ตอบบนโซเชียลมีเดีย (ข้อมูลกึ่งโครงสร้าง) ใน Snowflake ความสามารถของแพลตฟอร์มในการบีบอัดและจัดการข้อมูลประเภทต่างๆ เหล่านี้ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าการจัดเก็บมีประสิทธิภาพและสามารถเรียกค้นข้อมูลมาวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว

Query Processing Layer – ชั้นประมวลผลข้อมูล

Query Processing หรือที่รู้จักกันในชื่อ Virtual Warehouse คือที่ที่การประมวลผลข้อมูลเกิดขึ้น ชั้นนี้ประกอบไปด้วยทรัพยากรการคำนวณที่ใช้ในการดำเนินการสืบค้น Virtual Warehouse ใน Snowflake สามารถปรับขนาดเพิ่มหรือลดได้ตามปริมาณงาน ทำให้มั่นใจได้ว่าประสิทธิภาพการทำงานจะยังคงสูงในช่วงที่มีการใช้งานสูงสุด และประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ไม่มีการใช้งาน

ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงโปรโมชันครั้งใหญ่ บริษัท e-commerce สามารถปรับขนาด Virtual Warehouse ของแบรนด์ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับปริมาณของข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ทำให้มั่นใจได้ว่าการประมวลผลธุรกรรมของลูกค้าและการวิเคราะห์ข้อมูลจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อช่วงโปรโมชันสิ้นสุดลง พวกเขาสามารถปรับขนาดลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้

Cloud Services Layer – ชั้นการบริการด้านการเก็บข้อมูล

Cloud Services Layer มีหน้าที่ในการจัดการการดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและ Metadata ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบสิทธิ์ การจัดการ Metadata การเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา และการควบคุมการเข้าถึง ซึ่งทำให้งานด้านการดูแลระบบเป็นไปโดยอัตโนมัติ

ยกตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์ข้อมูลในบริษัททางการเงินจะได้รับประโยชน์จากความสามารถของ Cloud Services Layer โดยสามารถมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ข้อมูลแทนที่จะกังวลเกี่ยวกับการจัดการโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง นอกจากนี้ชั้นนี้ยังจัดการงานต่างๆ เช่น การปรับขนาดอัตโนมัติ การกระจายงาน และความปลอดภัย ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นและปลอดภัย


Snowflake สามารถใช้งานในด้านใดได้บ้าง? ฟีเจอร์การใช้งานหลักของเครื่องมือ

snowflake database คือ

Snowflake มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่หลากหลายที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้งาน อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว Snowflake เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลบนคลาวด์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับความต้องการด้านข้อมูลที่หลากหลายได้อย่างง่ายดาย ด้วยโครงสร้างการเก็บข้อมูลเฉพาะตัวและความง่ายในการใช้งานทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้ ลองมาเจาะลึกฟีเจอร์หลักที่ทำให้ Snowflake โดดเด่น และดูว่าฟีเจอร์เหล่านี้ทำงานอย่างไร พร้อมทั้งข้อดีและข้อเสียดังนี้

1. สร้างสำเนาข้อมูลผ่าน Zero Copy Clone

Zero Copy Clone ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างสำเนาของฐานข้อมูล Schema หรือตารางได้ทันที โดยไม่ต้องทำซ้ำข้อมูลจริง Snowflake schema คือ โครงสร้างแบบเกล็ดหิมะ ซึ่งทำได้โดยการสร้าง Metadata Pointer ที่ชี้ไปยังข้อมูลที่มีอยู่ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับข้อมูลที่ถูกโคลนจะสร้างบล็อกข้อมูลใหม่ ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลเดิมจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

Efficiency: การสำเนาฐานข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติม
ข้อเสีย:
Management Complexity: การสำเนาฐานข้อมูลหลายๆ ชุดและการเปลี่ยนแปลงของสำเนาฐานข้อมูลเหล่านั้นอาจมีความซับซ้อน
Potential Confusion: ผู้ใช้งานต้องระมัดระวังในการทำงานกับการสำเนาฐานข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงข้อมูลการผลิตโดยไม่ได้ตั้งใจ

ตัวอย่างการใช้งาน: ทีมการตลาดต้องการทดสอบโมเดลการวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ การใช้ Zero Copy Clone จะช่วยให้พวกเขาสามารถสร้างสำเนาของฐานข้อมูลการผลิต และทำการปรับเปลี่ยนของโมเดลนั้นไม่ส่งกระทบต่อสภาพแวดล้อมจริง

2. ย้ายข้อมูลง่าย ๆ ผ่าน Semi Structured (ถ่ายโอนข้อมูลผ่านรูปแบบกึ่งโครงสร้างได้อย่างง่ายดาย)

Snowflake รองรับรูปแบบข้อมูลกึ่งโครงสร้าง เช่น JSON, Avro, Parquet และ ORC ผู้ใช้งานสามารถโหลดข้อมูลเหล่านี้ลงในตาราง Snowflake ได้โดยตรง และใช้ SQL ความสามารถของ Snowflake ในการแยกวิเคราะห์และทำดัชนีข้อมูลกึ่งโครงสร้าง ช่วยให้มั่นใจได้ว่าการจัดเก็บมีประสิทธิภาพและการเรียกค้นรวดเร็ว

ข้อดี:

Flexibility: ช่วยให้สามารถรวมข้อมูลประเภทต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่น

ข้อเสีย:

Complexity: การสืบค้นข้อมูลกึ่งโครงสร้างอาจมีความซับซ้อนมากกว่าและอาจต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง
Performance Overhead: การแยกวิเคราะห์และการทำดัชนีข้อมูลกึ่งโครงสร้างอาจเพิ่มภาระให้กับประสิทธิภาพการสืบค้น

ตัวอย่างการใช้งาน: บริษัทค้าปลีกรวบรวมความคิดเห็นของลูกค้าจากแหล่งต่างๆ รวมถึงโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความคิดเห็นเหล่านี้มักจะอยู่ในรูปแบบ JSON Snowflake ช่วยให้บริษัทสามารถรับและจัดเก็บข้อมูลกึ่งโครงสร้างนี้ได้โดยตรง ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลควบคู่ไปกับข้อมูลยอดขายที่มีโครงสร้างได้อย่างราบรื่น

3. ป้องกันข้อมูลสูญหายผ่าน Time Travel – Fail Safe

Time Travel ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลในอดีตได้ โดยการเก็บ Snapshot ของการเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ Fail Safe จะขยายความสามารถนี้โดยการเก็บสำเนาข้อมูลเพิ่มเติมเป็นเวลา 7 วัน นอกเหนือจากระยะเวลาของ Time Travel ผู้ใช้สามารถกู้คืนข้อมูลไปยังจุดเวลาใดเวลาหนึ่งภายในระยะเวลาเหล่านี้ได้

ข้อดี:

Data Recovery: เป็นวิธีที่เชื่อถือได้ในการกู้คืนข้อมูลจากการสูญหายหรือเสียหายโดยไม่ได้ตั้งใจ

ข้อเสีย:

Cost: การเก็บข้อมูลในอดีตเป็นระยะเวลานานอาจทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น
Limited Retention: ระยะเวลาสำหรับ Time Travel สามารถกำหนดค่าได้ แต่มีจำกัด โดย Fail Safe ให้เวลาเพิ่มเติมเพียง 7 วันเท่านั้น

ตัวอย่างการใช้งาน: นักวิเคราะห์การเงินลบชุดข้อมูลสำคัญโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วย Time Travel นักวิเคราะห์สามารถเข้าถึงและกู้คืนข้อมูลจากจุดเวลาก่อนหน้าได้อย่างรวดเร็ว หากการลบเกิดขึ้นเกินระยะเวลาของ Time Travel ฟีเจอร์ Fail Safe จะช่วยให้สามารถกู้คืนข้อมูลได้ภายใน 7 วัน

4. นำเข้าข้อมูลผ่าน Data Pipeline

Snowflake ทำงานร่วมกับ Data Pipeline ต่างๆ ได้อย่างราบรื่น รองรับการโหลดและแปลงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้สามารถตั้งค่าการรับข้อมูลอัตโนมัติจากแหล่งต่างๆ เช่น Cloud Storage, ฐานข้อมูล และแพลตฟอร์ม Streaming ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอและพร้อมสำหรับการวิเคราะห์

ข้อดี:

Automation: ทำให้กระบวนการโหลดและแปลงข้อมูลเป็นไปอย่างอัตโนมัติ

ข้อเสีย:

Setup Complexity: การตั้งค่า Data Pipeline ในตอนแรกอาจมีความซับซ้อนและอาจต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค
Maintenance: จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษา Data Pipeline อย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น

ตัวอย่างการใช้งาน: เอเจนซี่การตลาดใช้ Snowflake ในการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลจากระบบต่างๆ ของลูกค้า รวมถึง CRM แพลตฟอร์มการตลาดทางอีเมล และการวิเคราะห์โซเชียลมีเดีย การตั้งค่า Data Pipeline อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เอเจนซี่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกและรายงานแบบเรียลไทม์แก่ลูกค้าได้

5. การแชร์ข้อมูลอย่างปลอดภัย Data Sharing

ฟีเจอร์ Data Sharing ของ Snowflake ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถแบ่งปันข้อมูลกับบัญชี Snowflake อื่นๆ ได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว โดยไม่ต้องคัดลอกหรือย้ายข้อมูล เนื่องจากข้อมูลที่แบ่งปันสามารถเข้าถึงได้แบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์ม Snowflake

ข้อดี:

Collaboration: สนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรและทีมต่างๆ

ข้อเสีย:

Access Management: การจัดการการเข้าถึงข้อมูลที่แบ่งปันอาจมีความซับซ้อน
Dependence on Snowflake: ทั้งสองฝ่ายต้องใช้แพลตฟอร์ม Snowflake เพื่อใช้ประโยชน์จากการแบ่งปันข้อมูล

ตัวอย่างการใช้งาน: บริษัท Retail รายใหญ่ต้องการแบ่งปันข้อมูลยอดขายกับสำนักงานในภูมิภาค การใช้ความสามารถในการแบ่งปันข้อมูลของ Snowflake จะช่วยให้บริษัทสามารถให้สิทธิ์การเข้าถึงชุดข้อมูลที่จำเป็นได้แบบเรียลไทม์


 

shape
shape
shape

กำลังมองหา Loyalty Program สำหรับแบรนด์ยุคใหม่หรือไม่?

Rocket Loyalty Cloud ระบบสมาชิกที่พร้อมตอบโจทย์นักการตลาดแบบไม่จำกัดกรอบความคิด พร้อมให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การตลาด! สแกน QR code หรือ คลิกเลยตรงนี้ (ติดต่อฟรี)


แนวโน้มการเติบโตของ Snowflake

Snowflake มีเทรนด์หลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นซึ่งนักการตลาดและแบรนด์ต่างๆ ควรตระหนัก เทรนด์เหล่านี้เน้นย้ำถึงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของ Snowflake และความสำคัญที่เพิ่มขึ้นในโลกของข้อมูล

1. การบูรณาการกับ Machine Learning และ AI

หนึ่งในเทรนด์ที่สำคัญที่สุดคือการผนวกรวม Snowflake เข้ากับ Machine Learning (ML) และ Artificial Intelligence (AI) แพลตฟอร์มของ Snowflake รองรับการทำงานร่วมกับเครื่องมือ ML และ AI ช่วยให้นักวิเคราะห์ข้อมูลสามารถสร้าง และปรับใช้โมเดลขั้นสูงได้โดยตรงภายในแพลตฟอร์ม เทรนด์นี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) และระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและขับเคลื่อนการตัดสินใจที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น เช่น บริษัทค้าปลีกรายหนึ่งใช้ Snowflake เพื่อรวมเข้ากับเครื่องมือ ML เช่น TensorFlow และ AWS SageMaker โดยการวิเคราะห์รูปแบบการซื้อของลูกค้า พวกเขาสามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตและปรับแต่งแคมเปญการตลาดให้เป็นส่วนตัว ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยเพิ่มยอดขายและความพึงพอใจของลูกค้า

2. การรวมเข้ากับ Loyalty Platform

Snowflake กำลังถูกนำไปรวมกับ Loyalty Platform ต่างๆ เช่น Rocket Loyalty CRM เทรนด์นี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมข้อมูล ของลูกค้าบนระบบสมาชิก เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและสร้างลูกเล่นของแคมเปญบนระบบ Loyalty ที่สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ ไม่จำเจ ด้วยการรวมเข้ากับ Rocket Loyalty CRM ทำให้ Snowflake ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถรวมศูนย์ข้อมูลลูกค้า ติดตามการมีส่วนร่วม และกลยุทธ์ทางการตลาดให้เป็นแบบ Personalization

ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้าปลีกรายหนึ่งรวม Snowflake เข้ากับ Rocket Loyalty CRM เพื่อรวมประวัติการซื้อของลูกค้า คะแนนสะสม และข้อมูลการ Engage ซึ่งช่วยให้ทีมการตลาดสามารถสร้างแคมเปญที่ตรงเป้าหมาย ทำให้ลูกค้า Active กับแบรนด์ตลอดเวลา ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลความภักดีใน Snowflake บริษัทสามารถระบุแนวโน้มและปรับแต่งโปรโมชันเพื่อเพิ่ม Brand Loyalty และยอดขายได้


Case Study จากผู้ใช้งานเครื่องมือ Snowflake

snowflake stock

แบรนด์ร้านกาแฟที่มีสาขาทั่วประเทศ

แบรนด์ร้านกาแฟที่มีสาขาทั่วประเทศ ต้องการแพลตฟอร์มข้อมูลที่ปรับขนาดได้ เพื่อจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจำนวนมหาศาลที่สร้างขึ้นโดยโปรแกรมสมาชิก Rocket loyalty CRM โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้น เพื่อปรับปรุงการตลาดเฉพาะบุคคลและเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้า

วิธีแก้ปัญหา: ใช้ Snowflake เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลโปรแกรมสมาชิก โดยผสานรวมแหล่งข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น ประวัติการทำธุรกรรม การโต้ตอบบนแอปพลิเคชันมือถือ และการซื้อในร้านค้า ความสามารถของ Snowflake ในการจัดการข้อมูลที่มีโครงสร้างและกึ่งโครงสร้างมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการชุดข้อมูลที่หลากหลายนี้

ผลลัพธ์: ด้วย Snowflake แบรนด์สามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลโปรแกรมสมาชิกได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งนำไปสู่แคมเปญการตลาดที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นและประสบการณ์ของลูกค้าที่ดีขึ้น ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้แบรนด์ร้านกาแฟ Retain ลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้

snowflakes

แบรนด์แฟชั่นรายใหญ่

แบรนด์แฟชั่นต้องการยกระดับโปรแกรมสมาชิก Beauty Insider โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าเพื่อให้คำแนะนำสินค้าแบบ Personalize และปรับปรุงการมีส่วนร่วมของลูกค้า แต่โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่มีอยู่ไม่สามารถปรับขนาดได้เพียงพอที่จะรองรับปริมาณข้อมูลลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

วิธีแก้ปัญหา: แบรนด์นำ Snowflake มาใช้เพื่อรวมข้อมูลโปรแกรมสมาชิกของ Rokect loyalty CRM ซึ่งรวมถึงประวัติการซื้อ การรีวิวสินค้า และพฤติกรรมออนไลน์ ความสามารถในการปรับขนาดของ Snowflake และการรองรับข้อมูลกึ่งโครงสร้าง ช่วยให้ Sephora สามารถจัดการและวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์: การใช้ Snowflake ช่วยแบรนด์พัฒนาความสามารถในการมอบประสบการณ์ส่วนบุคคลให้กับ Rokect loyalty CRM ได้ดียิ่งขึ้น ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับการปรับปรุงช่วยให้แบรนด์ สร้างแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพิ่มความภักดีของลูกค้า

แบรนด์พิซซ่ารายใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศ

แบรนด์พิซซ่ารายใหญ่ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาโปรแกรมสมาชิก Piece of the Pie Rewards ด้วย Rocket Loyalty CRM โดยการทำความเข้าใจความชอบและพฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บริษัทต้องการแพลตฟอร์มข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดจากการสั่งซื้อออนไลน์ แอปพลิเคชันมือถือ และการซื้อในร้านค้า

วิธีแก้ปัญหา: แบรนด์พิซซ่านำ Snowflake มาใช้เพื่อรวมศูนย์ข้อมูล Rocket Loyalty CRM โดยผสานรวมแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อสร้างมุมมองที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการโต้ตอบของลูกค้า ความสามารถของ Snowflake ในการจัดการการรับข้อมูลและการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงการนี้

ผลลัพธ์: ด้วย Snowflake แบรนด์พิซซ่าสามารถได้รับข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปฏิบัติได้เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า นำไปสู่ความพยายามทางการตลาดที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นและการรักษาลูกค้าที่ดีขึ้น ความสามารถในการปรับขนาดของแพลตฟอร์มทำให้ Domino’s สามารถจัดการกับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพ


สรุปเทคนิคการนำ Snowflake ไปใช้เพื่อผลลัพธ์ทางการตลาด

Snowflake Database คือแพลตฟอร์มข้อมูลบนคลาวด์ ที่ออกแบบมาเพื่อการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากที่หลากหลาย ด้วยเหตุผลนี้ที่แม้แต่ Warren Buffett ถึงยอมซื้อ Snowflake Stock

ตัวอย่างเช่น การรวม Snowflake เข้ากับ Rocket Loyalty CRM ช่วยรวมศูนย์และวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจากแหล่งต่างๆ ขจัดปัญหา Data Silos และช่วยให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุม

เทคนิคการนำ Snowflake ไปใช้งานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางการตลาดสูงสุด ควรควบคู่กับระบบสมาชิกที่สร้างผลลัพธ์ทางการตลาดได้เช่นกัน Rocket Loyalty CRM เป็นระบบสมาชิกที่ทำให้แบรนด์ผสานข้อมูลทั้งหมด บน Snowflake กับ Loyalty Program ได้และสร้างแคมเปญบน Rocket Loyalty CRM ให้ลูกค้า สนุก ไม่จำเจ ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยฟีเจอร์มากมาย และยืดหยุ่นต่อการสร้างแคมเปญ ที่มากกว่าการซื้อและสะสมคะแนน แต่ยังสามารถมอบคะแนนกับการ Engage ของลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะผ่านแคมเปญ Mission, Lucky draw หรือ Top Spender


shapeshapeshape

ลงทะเบียน รับคำปรึกษาฟรี!

รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Martech และ Business Transformation

Rocket BLOG

MarTech knowledge to help you stay ahead of the curve.

snowflake คืออะไร

Snowflake คืออะไร?

สโนเฟคความหมาย คือเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลบน Cloud System ซึ่งมีความสามารถในการปรับขนาด ความยืดหยุ่น และใ…

#MARKETING
big data คืออะไร

Big Data คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ?

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในปัจจุบัน การทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์ Big Data มีความสำคัญอย่างinteยิ…

#MARKETING
Database

Database คืออะไร มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร?

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในปัจจุบัน ความสามารถในการจัดการและใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคั…

#MARKETING

LINE

Call

Free trial

test

Contact

Contact us now

test

✓ Valid number ✕ Invalid number
This field is for validation purposes and should be left unchanged.

Now, you can engage like a digital giant